ข้าวยังต้องเสียภาษี
แล้วศรัทธาจะไม่ถูกจัดระเบียบได้อย่างไร?
ฉันคือท้าวทองกีบช้าง ที่จะชวนคุณตั้งคำถาม
กับระบบศรัทธา…ที่อาจต้องพิมพ์ 3 สำเนา

ศรัทธา…เคยอยู่ในหม้อข้าวของยาย
แต่วันหนึ่ง มันต้องแนบสำเนาบัตรประชาชนและผ่านคณะกรรมการ
ท้าวทองกีบช้างเปิด Sapiens และ รุกสยามในนามของพระเจ้า
เพื่อพาเราย้อนดูเส้นทาง
จากฤดูเก็บเกี่ยว…สู่ฤดูยื่นแบบฟอร์มความเชื่อ
จากคำภาวนาใต้ต้นโพธิ์…สู่ประกาศราชกิจจาฯ
เมื่อความศรัทธาถูกตีตรา
และ “พระเจ้า” ต้องผ่านความเห็นชอบของราชการ
คุณยังเรียกสิ่งนั้นว่า ศักดิ์สิทธิ์ อยู่ไหม?
เมื่อฉันได้ยินเสียงของข้าว และเสียงของพระเจ้าในคราเดียวกัน
ฉันนั่งอยู่ในเรือนครัววังหลัง บรรจงแกะเปลือกข้าวเหนียวที่หุงใหม่ หอมกรุ่นจนชวนให้คิดถึงท้องนาไกลโพ้น ขณะมือทำงาน ใจก็แล่นไปถึงคำถามหนึ่งที่เคยทิ่มแทงใจฉันมานานแล้ว…
“เพราะเหตุใดมนุษย์จึงยอมก้มหัวต่อสิ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยแตะ และไม่เคยพูดกับเราโดยตรงเลยสักคำ?”
คำตอบของคำถามนั้น เหมือนเมล็ดข้าวที่ยังเปลือกแข็ง เคี้ยวไม่ลงหากยังไม่ถูกหุง
กระทั่งวันหนึ่ง… ฉันเปิดหนังสือเล่มหนึ่งของโลกยุคใหม่ชื่อว่า Sapiens
ในบทที่ 9–10 ผู้เขียนเสนอสิ่งที่น่าสะพรึงพอ ๆ กับกลิ่นหอมของข้าวหม้อใหม่ เขาบอกว่า…
“เมื่อจักรวรรดิเกิดขึ้น มนุษย์ต้องการบางอย่างที่ใหญ่กว่าชนเผ่า…
และศาสนาคือกลไกที่ดีที่สุดในการสร้าง ‘ความร่วมมือของคนแปลกหน้า’ ในระดับจักรวรรดิ”
ในความเงียบของห้องครัว ฉันเริ่มมองข้าวในมือใหม่
ข้าวที่เคยเป็นแค่ของกิน อาจเป็นรากฐานของความเชื่อ
และความเชื่อที่ว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เฝ้ามองเราอยู่ทุกฝีก้าว
ก็อาจเป็น ‘ระบบราชการ’ ที่มีพระเจ้าบนตรายาง
ข้าวเปลือกในมือ กับความศักดิ์สิทธิ์ในใจ
เธอรู้ไหม ข้าวเปลือกไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นอาหารเท่านั้น
ในโลกเก่า ข้าวเคยเป็น “เทพ” เคยเป็น “วิญญาณ” และเคยเป็น “ภรรยาแห่งแผ่นดิน”
ฉันเคยเห็นกับตา…
ฤดูเกี่ยวข้าวในเมืองสองแคว ชาวนาจะก้มกราบท้องนา เสมือนกราบท้องแม่
เพราะข้าวคือแม่โพสพ คือเทพธิดา
เราจะไม่ด่าว่าข้าว ไม่เหยียบข้าว ไม่ทิ้งข้าวลงพื้น
เพราะข้าวคือชีวิต และชีวิตคือของศักดิ์สิทธิ์
ข้าวจึงไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ หากเป็นศาสนาเล็ก ๆ ที่ปลูกไว้ในใจคนทุกบ้าน
แต่มนุษย์นั้นช่างปรับตัว
เมื่อสังคมขยายใหญ่ขึ้น จากหมู่บ้านสู่เมือง จากเมืองสู่รัฐ
ความศักดิ์สิทธิ์ที่เคยกระจายอยู่ตามนา
ต้องถูกรวบรวม จัดระเบียบ และใส่ “เครื่องแบบ”
ศรัทธาไม่ใช่เรื่องของใจ แต่คือ “ระบบ”
พระเจ้าในยุคก่อนอาจอยู่ในสายลม ใบไม้ หรือหม้อแกง
แต่ในยุคของรัฐ—พระเจ้าต้องมีพระนาม ต้องมีสถานที่ราชการรองรับ และมีเอกสารตรารับรอง
Yuval Noah Harari กล่าวไว้ว่า:
“ศาสนาคือกลไกที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนกลุ่มคนที่ไม่รู้จักกัน
ให้กลายเป็นผู้ที่พร้อมจะเชื่อในสิ่งเดียวกัน และปฏิบัติตามกฎเดียวกัน”
พูดอีกอย่าง… ศาสนาในโลกโบราณไม่ใช่แค่ความศรัทธา
แต่คือ “เครื่องมือของการบริหารราชการแผ่นดิน”
อารยธรรมอียิปต์—มีเทพฟาโรห์เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง
จีนโบราณ—มีฮ่องเต้เป็นบุตรแห่งสวรรค์
อยุธยา—มี “ธรรมราชา” ผู้ปกครองโดยธรรมะ และเจ้าเหนือหัวในศาสนา
และเมื่อมาถึงยุคล่าอาณานิคม…
รุกสยามในนามของพระเจ้า…หรือในนามของใครกันแน่?
บางทีฉันก็สงสัยว่า “พระเจ้า” นั้นเป็นใคร
และมีตำแหน่งในราชการระดับไหนกันแน่
เพราะตั้งแต่ฝรั่งผิวขาวเดินเข้าประตูเมืองอยุธยา
ก็อ้างพระเจ้าแทบทุกครั้งที่มีเรื่องสำคัญ
จะมา “สอนศีลธรรม” ให้คนแถวนี้กินแบบตะวันตก
ก็ว่า “พระเจ้า” บอก
จะตั้งโรงเรียนให้สอนหนังสือแบบใหม่
ก็ว่า “พระเจ้า” ฝากมา
แปลกดี…
พระเจ้าของพวกเขาพูดได้หลายภาษา มีเรือสำเภาเป็นของตัวเอง และบางครั้งยังมีอาวุธพร้อมระบบบริหารราชการที่ดีกว่าหัวเมืองนอกเขตพระนครเสียอีก
ตัวอย่างจากหนังสือ รุกสยามในนามของพระเจ้า
ท่านผู้แต่งเล่าว่า…
มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์
นำคริสต์ศาสนาเข้ามาสยามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
แต่ถือเอกสารแต่งตั้ง “เอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14” มาในมืออีกข้าง
หนึ่งมือถือไม้กางเขน
อีกมือถือแผนการเมือง
นี่ไม่ใช่ศาสนาแล้วลูกเอ๋ย
นี่คือแผนยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ที่อ้างว่า “ศรัทธา” เป็นสินค้า
แต่จริง ๆ แล้วจะขายทั้งกฎหมาย แรงงาน และอำนาจควบคุมเส้นทางการค้า
ความเชื่อที่ถูกตีตราราชการ
ฉันเคยคิดว่า “ศาสนา” อยู่ในใจ
แต่รัฐสมัยใหม่สอนฉันว่า ถ้าไม่มีตราครุฑ ก็ไม่นับว่าสำคัญ
ศรัทธาในวัดป่า อาจถูกมองว่า “หลงผิด”
แต่ศรัทธาในวัดหลวง…มีตำแหน่งรองเจ้าคณะเขตให้ด้วยนะเธอ
และอย่าเผลอไปสอนธรรมะเองในหมู่บ้าน
ถ้ายังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็น “ผู้นำจิตอาสาด้านศาสนา”
เดี๋ยวจะมีเจ้าหน้าที่มาขอตรวจคุณวุฒิศรัทธา!
แบบฟอร์มแห่งความเชื่อ
ฉันนั่งนึกถึงคำว่า “แบบฟอร์มความศรัทธา 01”
ที่อาจมีช่องให้กรอกว่า:
- ท่านนับถือพระเจ้าองค์ใด?
- ท่านได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ความเชื่อจากหน่วยงานใด?
- โปรดแนบสำเนาทะเบียนบ้าน วัด และประกาศนียบัตรธรรมะขั้นกลาง
คนรุ่นใหม่อาจจะหัวเราะ
แต่เชื่อไหมว่า โลกเรากำลังทำแบบนั้นจริง ๆ
เมื่อระบบศรัทธาถูกยื่นผ่านระบบราชการ
“พระเจ้า” ก็เหลือสถานะเทียบเท่าหัวหน้าแผนกยุทธศาสตร์พิเศษ
จากข้าวเปลือก…ถึงกฎกระทรวงศรัทธา
ฉันยังจำได้ ว่าครั้งหนึ่ง
ฉันเก็บรวงข้าวจากนาหลังวัด
แล้วนำไปถวายหลวงตา
หลวงตาหัวเราะเบา ๆ บอกฉันว่า
“ข้าวของโยมไม่ต้องเสียภาษีหรอก…
เพราะพระเจ้ายังไม่ได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าศรัทธามาเก็บนะ”
ฉันหัวเราะ
แต่ในใจแอบคิดว่า ถ้า IMF หรือ World Bank ได้ยินประโยคนั้น
อาจเริ่มต้น “แผนปฏิรูปการคลังแห่งศรัทธา”
โดยให้พระต้องยื่นงบดุลจิตวิญญาณประจำปี
ศรัทธา…ที่ยังเดือดอยู่ในหม้อข้าวใบเก่า
แม้วันนี้โลกจะเต็มไปด้วยแบบฟอร์ม ใบอนุญาต และระบบดิจิทัล
ฉันยังเชื่อว่า
ข้าวหม้อเก่า
ที่หุงด้วยศรัทธาเงียบ ๆ ของยาย
ยังมีกลิ่นบางอย่าง…
ที่ไม่มีระบบไหนวัดได้
ศรัทธาที่แท้ ไม่ได้มีหมายเลขกำกับ
พระเจ้าที่จริง ไม่ต้องพกตรา
และข้าวที่เรากินทุกวัน
อาจเป็นของศักดิ์สิทธิ์กว่า “เอกสารราชการ” เสียอีก
เล่าเรื่องโดย ท้าวทองกีบช้าง


