เล่าโดยข้าพเจ้า… ท้าวทองกีบช้าง หญิงจากปลายสุโขทัยต้นอยุธยา ที่ยังไม่เคยเงียบไปไหน

บทที่ ๑ | ใต้ฟ้าผืนเดียวกับช้าง
ในบางวัน ฉันก็อดหัวเราะไม่ได้ เวลาที่เห็นใครบางคนแสดงออกราวกับว่าโลกนี้ยุติธรรม…
เหมือนกล้วยน้ำว้าใบเดียวจะถูกแจกจ่ายลงตัวให้ทุกคนโดยไม่มีคนหิว ไม่มีคนเหลือ
เธอเคยเจอคนแบบนั้นไหม? คนที่เชื่อว่าถ้าเราทำดี โลกจะให้รางวัลเสมอ?
ฉันไม่กล้าคัดค้านตรง ๆ หรอกนะ
แต่ก็อยากจะจับเข่าแล้วพูดด้วยเสียงนิ่ม ๆ ว่า
“ลูกเอ๋ย โลกใบนี้เขาไม่ได้ตั้งระบบปันผลเอาไว้อย่างเที่ยงตรงนักหรอก”
ฉันเคยอยู่มาแล้ว—ยุคที่คนกินข้าวเปลือกโดยไม่มีน้ำ
และยุคที่บางคนกลืนทองคำแท่งลงไปโดยยังไม่ทันหิวด้วยซ้ำ
เรื่องที่ฉันจะเล่าให้เธอฟังวันนี้ ไม่ได้มีเสียงปี่พาทย์
ไม่ได้มีม้านิลมังกร ไม่ได้มีอสูร หรือเทพ
มีแค่ชายชาวนา…กับช้างตัวหนึ่ง
ใช่—แค่ช้างตัวหนึ่ง
แต่เป็น “ช้างหลวง”
เธอเห็นรอยยิ้มของฉันไหมตอนพูดคำนั้น
เพราะฉันนึกภาพไม่ออกจริง ๆ ว่ามนุษย์กับช้างควรจะยืนอยู่บนพื้นเดียวกันตรงไหน
บทที่ ๒ | ชายผู้ไม่มีอะไรเลย
เขาไม่มีตำแหน่งในราชสำนัก
ไม่มีตราหรือผ้าคาดอก ไม่มีเส้นสายจากใคร
เขามีแค่สองมือ กับเหงื่อที่เปื้อนข้าวเปลือก
และแน่นอน เขาไม่ได้ชื่อเสียง เขาไม่ได้ขี่ช้าง เขาไม่ได้ทำงานในคอกหลวง
เขาแค่ชาวนา…ที่บังเอิญอยู่ผิดที่ผิดเวลา
เรื่องเกิดขึ้นเมื่อช้างหลวงได้รับบาดเจ็บ
และเขา—เจ้าชาวนาผู้ไม่มีหลังพิง—ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำร้าย
เอาล่ะ…
ในยุคของฉัน ใครไปทำร้ายช้างหลวง = เท่ากับไปเผาพระราชวัง
มันไม่ใช่แค่ข้อหา มันคือคำตัดสินล่วงหน้า
จะเถียงก็เท่ากับเผาตัวเอง
จะเงียบก็เท่ากับยอมรับ
จะหนีก็เท่ากับผิด
แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ?
บทที่ ๓ | ลานกว้างที่ไม่มีใครยืนด้วย
เขาไม่หนี
เขายืน
เขาขอเพียงอย่างเดียว…ให้ได้พิสูจน์ต่อหน้าช้าง
เดี๋ยวก่อนนะ…เธอฟังไม่ผิดหรอก
เขาไม่ได้ขอให้ได้พูดกับคน
เขาขอพูดกับ “ช้าง” ตัวนั้น
ตอนฉันอ่านถึงตรงนี้ ฉันต้องวางหนังสือไว้พักหนึ่ง
ใช่ ฉันอยู่มาหลายร้อยปี ฉันเจอมามาก
แต่ขอโทษเถอะ…ฉันไม่เคยเห็นใคร “ขอให้สัตว์เป็นพยาน” ในคดีความเลยสักครั้ง
แต่เขาทำ
บทที่ ๔ | การพิพากษาโดยผู้ไม่มีเสียง
วันที่นัดหมายมาถึง
ลานกว้างถูกปูด้วยแสงแดดที่เหมือนจะอบศีรษะให้สุกช้า ๆ
คนยืนเต็มลาน หลายคนมาด้วยความสงสัย หลายคนมาด้วยความอยากเห็นคนธรรมดาล้ม
ช้างยืนอยู่ตรงกลาง
ตัวใหญ่ ดำ มีกลิ่นของโคลนและความเก่าแก่
เธอรู้ไหม…เวลาช้างไม่พูด มันก็ไม่พูดจริง ๆ
ไม่มีคำให้ฟัง ไม่มีสีหน้าบอกอารมณ์
เหมือนตุ๊กตาชีวิตจริงขนาดยักษ์ ที่ยากจะคาดเดา
ชาวนาคนนั้น…เดินเข้าไป
ไม่มีใครเดินตาม ไม่มีใครถือหอก
มีแค่เขา กับเสียงหัวใจที่ดังราวจะหลุดออกจากอก
เขายกมือขึ้น ไหว้
แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า
“ข้าพเจ้ามิได้ทำร้ายท่าน ท่านรู้ว่าข้าบริสุทธิ์”
แล้ว…
ช้างคุกเข่าลง
ตรงนั้น
ต่อหน้าเขา
ต่อหน้าทุกคน
บทที่ ๕ | ความเงียบที่ดังที่สุดในลานนั้น
เสียงคนในลานเงียบลงทันทีที่ช้างคุกเข่า
มันไม่ได้ส่งเสียง
มันไม่ได้พ่นลมหายใจแรง ๆ เหมือนในฉากละคร
มันแค่…คุกเข่า
ไม่มีใครอธิบายได้
แม้แต่ขุนนางผู้รู้เวทย์ก็ไม่กล้าลุกขึ้นพูด
แม้แต่เจ้านายที่นั่งเหนือกว่าทุกคนในลานก็เงียบ
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่ใคร “ควบคุม” ได้
และนั่นล่ะ…คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผู้มีอำนาจ
เพราะในวินาทีนั้น
ไม่ใช่ใครบนบัลลังก์ที่ตัดสิน
แต่เป็นสัตว์ใหญ่ที่ไม่มีปาก
ไม่มีตำแหน่ง
ไม่มีตรา
แต่เลือกจะ “คุกเข่า” ให้กับความบริสุทธิ์
ฉันเรียกสิ่งนั้นว่า “ธรรมะ”
บทที่ ๖ | เมื่อธรรมะพูดแทนมนุษย์
เรื่องเล่าบอกว่า เขาชนะคดี
ได้รับการยกย่อง ได้รับการยืนยันว่าเป็นคนบริสุทธิ์
ผู้ใส่ร้ายถูกลงโทษ (อย่างเบา…แน่นอน ไม่มีอะไรในโลกนี้แฟร์นักหรอก)
แต่ที่สำคัญกว่าการรอดคุก
คือเขารอดจากการ “ถูกลบตัวตน”
เขายังคงเป็นคนที่ยืนได้โดยไม่ก้ม
เธอรู้ไหม มนุษย์ในบางยุค ถูกตัดสิทธิ์ที่จะพูดก่อนจะได้พูดด้วยซ้ำ
ถูกเชื่อว่า “ผิด” เพราะไม่มีอำนาจ
ถูกปิดปากด้วยความกลัว
และสุดท้าย…ก็ค่อย ๆ เชื่อไปเองว่า
“เราคงไม่มีสิทธิ์อะไรตั้งแต่ต้น”
นั่นแหละคือสิ่งที่ชาวนาคนนั้นไม่ยอม
และนั่นคือบทเรียนที่ฉันอยากวางไว้ในมือของเธอ
บทที่ ๗ | ความเพียรในโลกที่เอียง
ฉันไม่ได้มาเพื่อบอกว่า ถ้าเธอพูดความจริง ช้างจะคุกเข่าให้เธอทุกครั้ง
โลกนี้ไม่ได้ทำงานอย่างนั้น
มีช้างหลายตัว ที่ถูกฝึกมาให้ไม่ฟังหัวใจ
บางตัวหลับตา
บางตัวหลอกตัวเองว่า มนุษย์ไม่มีวันเข้าใจมัน
บางตัว…ก็ถูกสวมแว่นสีอำนาจมาตลอดชีวิต
แต่ที่ฉันรู้แน่ ๆ คือ
การที่เธอยืนอยู่ตรงนั้น—ต่อหน้าความไม่เป็นธรรม
โดยไม่หนี
ไม่โกหก
ไม่หวังให้ใครมาช่วย
คือการยืนยันตัวเองว่า “ยังมีมนุษย์”
และในยุคสมัยนี้ การเป็นมนุษย์เต็ม ๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะ
บทที่ ๘ | ถ้าเธอเจอช้างในชีวิตตัวเอง…
บางคนอาจไม่เคยเจอช้างหลวง
แต่เจอหัวหน้า
เจอระบบ
เจอคำครหา
เจอความเข้าใจผิด
เจอคำว่า “ไม่ได้เรื่อง” “ไม่มีสิทธิ์” “อย่าฝันเลย”
บางทีช้างของเธอ อาจไม่ได้อยู่ตรงหน้า
แต่อยู่ในหัว อยู่ในใจ อยู่ในสิ่งที่บอกให้เธอก้มหน้าเชื่อว่า
“เธอไม่มีเสียง”
เธอเคยได้ยินไหม
“เมื่อความอยุติธรรมกลายเป็นกฎหมาย การต่อต้านก็กลายเป็นหน้าที่”
แต่บางที การต่อต้านที่ทรงพลังที่สุด
อาจไม่ใช่การปะทะ
ไม่ใช่การด่า
ไม่ใช่การเผา
แต่เป็นการยืนอย่างเงียบ ๆ ด้วยความสัตย์
และบอกว่า
“ฉันไม่ทำร้ายใคร…แม้เธอจะไม่เชื่อฉันก็ตาม”
บทที่ ๙ | ความหวังของคนตัวเล็ก
ความหวังของคนตัวเล็ก ไม่เคยเล็ก
แค่เธอยังไม่เห็นมันเติบโตเต็มที่เท่านั้นเอง
มันเหมือนเมล็ดพันธุ์ในดินแข็ง
ต้องฝน ต้องแดด ต้องถูกเหยียบ
แต่สุดท้าย…ก็ผลิใบขึ้นมาเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
ชาวนาคนนั้นอาจเป็นแค่ชื่อที่ไม่มีใครบันทึกไว้
แต่ในนิทานเล่มบาง เขาได้ทิ้งบางอย่างไว้ให้เรา
ให้ฉัน
และให้เธอ
บางสิ่งที่ไม่มีวันถูกลบจากลานพิพากษาในวันนั้น
บทสุดท้าย | เราถึงต้องเล่าต่อ
เรื่อง “ชนะช้าง” อยู่ในหน้าที่ 44–45 ของนิทานโบราณคดีที่ฉันเก็บไว้อย่างหวง
มันไม่ได้มีฉากหวือหวา ไม่ได้มีมหาราชา ไม่ได้มีมารผู้ยิ่งใหญ่
แต่มันมีหัวใจมนุษย์
ที่ยังกล้าเชื่อในความดี โดยไม่ต้องให้ใครรับรอง
ฉันเล่าต่อ เพราะมันอาจเป็นเรื่องเดียวที่โลกยุคนี้ลืมเล่า
และบางทีเธอเอง…อาจเป็นคนต่อไป ที่จะต้องยืนต่อหน้าช้างในชีวิตเธอ
ไม่ต้องมีอาวุธ
ไม่ต้องมีใครเคียงข้าง
แค่มีหัวใจที่ยังไม่หมดความหวัง
แล้วเรามาดูกันว่า…อะไรจะคุกเข่าก่อนกัน
—
ท้าวทองกีบช้าง
หญิงผู้ไม่ได้มีอำนาจเหนือช้าง
แต่ยังเชื่อในเสียงของคนธรรมดา

