ใต้เงาแผ่นดิน

ใต้เงาแผ่นดิน | EP.2 : พ่อขุนที่ถูกลืม – เจ้าพระยารามคำแหงในพงศาวดาร

เล่าโดยข้าพเจ้า…ท้าวทองกีบช้าง
หญิงข้ามกาลเวลาจากปลายสุโขทัยต้นอยุธยา
ผู้เถรตรง มั่นคง แต่เปิดใจฟังและเปลี่ยนแปลงเมื่อถึงเวลา
ผู้เห็นทั้งแสงและเงาของประวัติศาสตร์อย่างไม่ด่วนตัดสิน
และใช้เสียงของหัวใจ เล่าเรื่องที่ถูกพับเก็บไว้…อย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่น

บางครั้ง…เธอรู้ไหม ว่าประวัติศาสตร์ก็เหมือนผ้าม่านผืนใหญ่
ที่ใครบางคนอาจเลือกดึงเปิดเพียงด้านเดียว
อีกด้านหนึ่ง…จึงกลายเป็นเงา

ฉันเคยเห็นแสงและเงาเหล่านี้เดินเคียงกันมาเสมอ
ในทุกยุคทุกสมัย
และก็ใช่ — เธอกำลังจะได้ฟังเรื่องหนึ่ง
เรื่องของพ่อขุนรามคำแหง
แต่ไม่ใช่แบบที่เราเคยได้ยินมาในหนังสือเรียน

เพราะวันนี้ ฉันอยากพาเธอมองเข้าไปใน “เงา”
เงาที่พ่อขุนรามคำแหงยืนอยู่
อย่างสงบ

เราเติบโตมากับชื่อ “พ่อขุนรามคำแหงมหาราช”
เจ้าผู้ประดิษฐ์อักษรไทย
ผู้ปกครองสุโขทัยด้วยธรรมะ ไม่ใช่ทวน

เราเชื่อว่าพระองค์เป็นกษัตริย์
แต่เอ๊ะ… เดี๋ยวก่อนนะ

เธอเคยได้ยินชื่อ “เจ้าพระยารามคำแหง” บ้างไหม?
ชื่อที่ฟังดูไม่ค่อยคล้ายพระเจ้าแผ่นดินสักเท่าไหร่
กลับคล้ายตำแหน่งข้าราชการมากกว่า

และยิ่งค้นลึกเข้าไปในพงศาวดารบางฉบับ
ก็พบว่า… ชื่อ “พ่อขุนรามคำแหง” ไม่ได้ปรากฏเลย

ในตำราเหล่านั้น
มีแต่ชื่อ “เจ้าพระยารามคำแหง” เฉย ๆ

ซึ่งแน่นอน ฉันไม่ใช่แม่หญิงนักวิชาการที่มานั่งตีความเล่น ๆ
แต่ในฐานะหญิงข้ามกาลเวลาที่ผ่านร่มไม้ใบหญ้าและการเมืองมาหลายยุค
ฉันบอกเธอได้เลยว่า —

“ชื่อที่เราใช้เรียกใครสักคน คือกรอบความเข้าใจที่เรามอบให้เขา”

หากเรามองพระองค์เป็น “พ่อขุน”
คือผู้ปกครองที่อยู่ใกล้ชาวบ้าน

แต่ถ้าเราเปลี่ยนไปเรียกว่า “เจ้าพระยา”
เสียงนั้นจะเปลี่ยนความรู้สึกทันที

เหมือนเรียกเพื่อนชื่อ “สมศักดิ์” ว่า “ท่านผู้อำนวยการสมศักดิ์” ทุกวัน
แล้วคาดหวังจะกินข้าวแกงร้านเดียวกันเหมือนเดิม — ไม่ได้นะเธอ!

การหายไปของชื่อ “พ่อขุนรามคำแหง” ในพงศาวดารบางฉบับ
ไม่ได้แปลว่าพระองค์หายไปจริง ๆ
แต่มันสะท้อนบางอย่าง
บางอย่างที่ใหญ่กว่าแค่ชื่อ

คือความพยายาม “จัดระเบียบความทรงจำของชาติ”

ในยุคที่กรุงศรีอยุธยาเริ่มแข็งแรง
เสียงที่ไม่ได้อยู่ในระบบรวมศูนย์…ค่อย ๆ ถูกทำให้เงียบลง

เรื่องเล่าแบบสุโขทัย — แบบที่มีพ่อขุน เดินลงมาเล่นน้ำกับชาวบ้าน
หรือรับฟังทุกข์สุขของคนในแผ่นดิน
กลายเป็นนิยายสำหรับคนละยุค

แต่ฉันยังจำได้ดี
เพราะฉันเคยยืนอยู่ในสุโขทัย

และใช่ ฉันเคยเห็นพระองค์

ไม่ใช่ในพระราชวังทองคำ
แต่ใต้ต้นไม้ ใกล้แม่น้ำยม
ที่ลมหอบกลิ่นข้าวใหม่โชยผ่านเข้ามา

ฉันเคยได้ยินเสียงพระองค์ถามชาวบ้านว่า
“ปีนี้น้ำท่าเป็นยังไง? แม่อยู่ดีไหม?”

ฟังดูเหมือนบทละคร?
ไม่ใช่เลย

เพราะสุโขทัยในยุคนั้น
ไม่ใช่เมืองหลวงที่ต้องมีพระราชวังใหญ่
หรือราชบัลลังก์ประดับเพชร

มันคือเมืองที่บริหารด้วยความศรัทธา
ด้วยหัวใจของคนที่ยังฟังเสียงแม่น้ำ
และยังรู้ว่าความสุขของแผ่นดิน เริ่มจากปลายนา ไม่ใช่ปลายปากกา

ฉันเคยเห็นตลาดที่ไม่มีตำรวจ ไม่มีทหาร
แต่มีรอยยิ้มที่มากกว่าเหรียญทองในคลังหลวง

และบางที… บางทีนี่เอง
ที่ทำให้เรื่องของพระองค์ดูแปลกแยกเกินกว่าจะถูกใส่ในพงศาวดาร

เมื่ออำนาจย้ายจากสุโขทัยไปอยุธยา
เมื่อโลกเริ่มนับว่า “ศูนย์กลาง” ต้องมาพร้อม “กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่”
ภาพของพ่อขุนผู้เรียบง่ายจึงค่อย ๆ เลือนลาง

แม้แต่ศิลาจารึกยังถูกวางทิ้งไว้ จนกระทั่งใครบางคนหยิบมันขึ้นมาในอีกหลายร้อยปีให้หลัง

พระองค์ไม่ได้หายไป
แต่ถูกพับเก็บไว้…อย่างสุภาพ

เหมือนตำราเก่าเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนหิ้ง
ที่ไม่มีใครกล้าเปิด เพราะมันไม่มีคำว่า “ชนะศึก” หรือ “ขยายอาณาจักร” ประดับไว้

แต่หากเธอเดินทางมาสุโขทัยวันนี้
มองดูต้นโพธิ์หน้าวัดมหาธาตุ
ฟังเสียงลมที่ไหลผ่านแม่น้ำยม

ฉันเชื่อว่าเธอจะรู้สึกได้ —
เงายังอยู่
แผ่นดินยังจำได้

ความเข้าใจบางอย่างไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียง
บางครั้ง มันเพียงแค่แผ่วเบาอยู่ในอากาศ

และแม้ไม่มีอนุสาวรีย์ใหญ่โต
ไม่มีชื่อในบทเรียนสำคัญ

แต่หากเราจะให้สิ่งใดแก่พระองค์
สิ่งนั้นคือ “ความเข้าใจ” ไม่ใช่แค่การบูชา

เข้าใจว่า…
บางคนเขียนประวัติศาสตร์ด้วยดาบ
บางคนเขียนด้วยหัวใจ

และคนที่เขียนด้วยหัวใจ มักจะอยู่ในเงา

เงาที่ไม่เคยเรียกร้องแสง
แต่ทำให้เราเห็นแสงชัดเจนยิ่งขึ้น

นี่คือเรื่องของพ่อขุนที่ถูกลืม
ที่จริงแล้ว ไม่ได้ถูกลืมเลย
แต่เพียงแค่ยืนอยู่ในเงาเงียบ ๆ
เหมือนคนบางคนที่เรารักมาก
จนลืมถามว่าพวกเขารู้สึกยังไงบ้าง

และเธอล่ะ… จะปล่อยให้เขายืนในเงาต่อไปไหม?

— ท้าวทองกีบช้าง หญิงข้ามกาลเวลาผู้เฝ้ามองแสงและเงา ด้วยดวงตาเท่ากัน