เล่าโดยข้าพเจ้า…ท้าวทองกีบช้าง
หญิงข้ามกาลเวลาจากปลายสุโขทัยต้นอยุธยา
ผู้เถรตรง มั่นคง แต่เปิดใจฟังและเปลี่ยนแปลงเมื่อถึงเวลา
ผู้เห็นทั้งแสงและเงาของประวัติศาสตร์อย่างไม่ด่วนตัดสิน
และใช้เสียงของหัวใจ เล่าเรื่องที่ถูกพับเก็บไว้…อย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่น

บางครั้ง…เธอรู้ไหม ว่าประวัติศาสตร์ก็เหมือนผ้าม่านผืนใหญ่
ที่ใครบางคนอาจเลือกดึงเปิดเพียงด้านเดียว
อีกด้านหนึ่ง…จึงกลายเป็นเงา
ฉันเคยเห็นแสงและเงาเหล่านี้เดินเคียงกันมาเสมอ
ในทุกยุคทุกสมัย
และก็ใช่ — เธอกำลังจะได้ฟังเรื่องหนึ่ง
เรื่องของพ่อขุนรามคำแหง
แต่ไม่ใช่แบบที่เราเคยได้ยินมาในหนังสือเรียน
เพราะวันนี้ ฉันอยากพาเธอมองเข้าไปใน “เงา”
เงาที่พ่อขุนรามคำแหงยืนอยู่
อย่างสงบ
…
เราเติบโตมากับชื่อ “พ่อขุนรามคำแหงมหาราช”
เจ้าผู้ประดิษฐ์อักษรไทย
ผู้ปกครองสุโขทัยด้วยธรรมะ ไม่ใช่ทวน
เราเชื่อว่าพระองค์เป็นกษัตริย์
แต่เอ๊ะ… เดี๋ยวก่อนนะ
เธอเคยได้ยินชื่อ “เจ้าพระยารามคำแหง” บ้างไหม?
ชื่อที่ฟังดูไม่ค่อยคล้ายพระเจ้าแผ่นดินสักเท่าไหร่
กลับคล้ายตำแหน่งข้าราชการมากกว่า
และยิ่งค้นลึกเข้าไปในพงศาวดารบางฉบับ
ก็พบว่า… ชื่อ “พ่อขุนรามคำแหง” ไม่ได้ปรากฏเลย
ในตำราเหล่านั้น
มีแต่ชื่อ “เจ้าพระยารามคำแหง” เฉย ๆ
ซึ่งแน่นอน ฉันไม่ใช่แม่หญิงนักวิชาการที่มานั่งตีความเล่น ๆ
แต่ในฐานะหญิงข้ามกาลเวลาที่ผ่านร่มไม้ใบหญ้าและการเมืองมาหลายยุค
ฉันบอกเธอได้เลยว่า —
“ชื่อที่เราใช้เรียกใครสักคน คือกรอบความเข้าใจที่เรามอบให้เขา”
หากเรามองพระองค์เป็น “พ่อขุน”
คือผู้ปกครองที่อยู่ใกล้ชาวบ้าน
แต่ถ้าเราเปลี่ยนไปเรียกว่า “เจ้าพระยา”
เสียงนั้นจะเปลี่ยนความรู้สึกทันที
เหมือนเรียกเพื่อนชื่อ “สมศักดิ์” ว่า “ท่านผู้อำนวยการสมศักดิ์” ทุกวัน
แล้วคาดหวังจะกินข้าวแกงร้านเดียวกันเหมือนเดิม — ไม่ได้นะเธอ!
…
การหายไปของชื่อ “พ่อขุนรามคำแหง” ในพงศาวดารบางฉบับ
ไม่ได้แปลว่าพระองค์หายไปจริง ๆ
แต่มันสะท้อนบางอย่าง
บางอย่างที่ใหญ่กว่าแค่ชื่อ
คือความพยายาม “จัดระเบียบความทรงจำของชาติ”
ในยุคที่กรุงศรีอยุธยาเริ่มแข็งแรง
เสียงที่ไม่ได้อยู่ในระบบรวมศูนย์…ค่อย ๆ ถูกทำให้เงียบลง
เรื่องเล่าแบบสุโขทัย — แบบที่มีพ่อขุน เดินลงมาเล่นน้ำกับชาวบ้าน
หรือรับฟังทุกข์สุขของคนในแผ่นดิน
กลายเป็นนิยายสำหรับคนละยุค
แต่ฉันยังจำได้ดี
เพราะฉันเคยยืนอยู่ในสุโขทัย
และใช่ ฉันเคยเห็นพระองค์
…
ไม่ใช่ในพระราชวังทองคำ
แต่ใต้ต้นไม้ ใกล้แม่น้ำยม
ที่ลมหอบกลิ่นข้าวใหม่โชยผ่านเข้ามา
ฉันเคยได้ยินเสียงพระองค์ถามชาวบ้านว่า
“ปีนี้น้ำท่าเป็นยังไง? แม่อยู่ดีไหม?”
ฟังดูเหมือนบทละคร?
ไม่ใช่เลย
เพราะสุโขทัยในยุคนั้น
ไม่ใช่เมืองหลวงที่ต้องมีพระราชวังใหญ่
หรือราชบัลลังก์ประดับเพชร
มันคือเมืองที่บริหารด้วยความศรัทธา
ด้วยหัวใจของคนที่ยังฟังเสียงแม่น้ำ
และยังรู้ว่าความสุขของแผ่นดิน เริ่มจากปลายนา ไม่ใช่ปลายปากกา
ฉันเคยเห็นตลาดที่ไม่มีตำรวจ ไม่มีทหาร
แต่มีรอยยิ้มที่มากกว่าเหรียญทองในคลังหลวง
และบางที… บางทีนี่เอง
ที่ทำให้เรื่องของพระองค์ดูแปลกแยกเกินกว่าจะถูกใส่ในพงศาวดาร
…
เมื่ออำนาจย้ายจากสุโขทัยไปอยุธยา
เมื่อโลกเริ่มนับว่า “ศูนย์กลาง” ต้องมาพร้อม “กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่”
ภาพของพ่อขุนผู้เรียบง่ายจึงค่อย ๆ เลือนลาง
แม้แต่ศิลาจารึกยังถูกวางทิ้งไว้ จนกระทั่งใครบางคนหยิบมันขึ้นมาในอีกหลายร้อยปีให้หลัง
พระองค์ไม่ได้หายไป
แต่ถูกพับเก็บไว้…อย่างสุภาพ
เหมือนตำราเก่าเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนหิ้ง
ที่ไม่มีใครกล้าเปิด เพราะมันไม่มีคำว่า “ชนะศึก” หรือ “ขยายอาณาจักร” ประดับไว้
แต่หากเธอเดินทางมาสุโขทัยวันนี้
มองดูต้นโพธิ์หน้าวัดมหาธาตุ
ฟังเสียงลมที่ไหลผ่านแม่น้ำยม
ฉันเชื่อว่าเธอจะรู้สึกได้ —
เงายังอยู่
แผ่นดินยังจำได้
…
ความเข้าใจบางอย่างไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียง
บางครั้ง มันเพียงแค่แผ่วเบาอยู่ในอากาศ
และแม้ไม่มีอนุสาวรีย์ใหญ่โต
ไม่มีชื่อในบทเรียนสำคัญ
แต่หากเราจะให้สิ่งใดแก่พระองค์
สิ่งนั้นคือ “ความเข้าใจ” ไม่ใช่แค่การบูชา
เข้าใจว่า…
บางคนเขียนประวัติศาสตร์ด้วยดาบ
บางคนเขียนด้วยหัวใจ
และคนที่เขียนด้วยหัวใจ มักจะอยู่ในเงา
เงาที่ไม่เคยเรียกร้องแสง
แต่ทำให้เราเห็นแสงชัดเจนยิ่งขึ้น
…
นี่คือเรื่องของพ่อขุนที่ถูกลืม
ที่จริงแล้ว ไม่ได้ถูกลืมเลย
แต่เพียงแค่ยืนอยู่ในเงาเงียบ ๆ
เหมือนคนบางคนที่เรารักมาก
จนลืมถามว่าพวกเขารู้สึกยังไงบ้าง
และเธอล่ะ… จะปล่อยให้เขายืนในเงาต่อไปไหม?
— ท้าวทองกีบช้าง หญิงข้ามกาลเวลาผู้เฝ้ามองแสงและเงา ด้วยดวงตาเท่ากัน

